วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

โมเดล



โมเดลการจัดการความรู้ การทำกระติบข้าว แบบ Demarest 
            1. การสร้างความรู้ (Knowledge Construction
            2.
การเก็บรวบรวมความรู้ (Knowledge Embodiment
            3.
การกระจายความรู้ไปใช้ (Knowledge Dissemination
            4.
การนำความรู้ไปใช้ (Use
 1.การสร้างความรู้
             ทางทีมงานเราสร้างความรู้ขึ้นมาด้วยวิธีการ ไปศึกษาจาก
ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้ และความ
            ชำนาญการทำกระติบข้าว เป็นพิเศษ และ ทำอาชีพสานกระติบข้าว เพื่อ ขาย  และ   ส่งออก
 2.
การเก็บรวบรวมความรู้
           
ทีมงานเราได้จัดเก็บข้อมูลที่ได้จากการศึกษา เรื่องการทำกระติบข้าว เป็น 2 รูปแบบ
            2.1. รูปแบบที่ไม่เป็นดิจิตอล
                
ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการทำกระติบข้าวได้ถ่อยทอดภูมิปัญา ความรู้ และ ขั้นตอน    วิธีการสาน
                 กระติบข้าให้กับทีมงานของเรา    ตั้งแต่วิธีการ   เลือกไม่ไฝ่ หารนำไม้ไฝ่มาจักเป็นเส้นหรือที่
                 เรียกว่า ตอก และขั้นตอนการสานกระติบข้า   ทางทีมงานของเราได้ทำการจดบันทึกขั้นตอน
                 และวิธีการทำกระติบข้า อย่างละเอียดลงในรูปเล่มหนังสือ หรือ ตำรา
            2.2.รูปแบบที่เป็นดิจิตอล
                  เราได้จัดเก็บลง สื่อ ต่างๆ เช่น วิดีโอ ตอนที่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการถ่ายทอด ความรู้การทำ 
                  กระติบข้าวให้กับทีมงาน และ ทีม จัดเก็บข้อมูลความรู้เหล่านี้ลงใน เว็บไซต์
                        ความรู้ที่เราจัดเก็บ เรื่องการทำกระติบข้าวนี้ พร้อมที่จะส่งมอบความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ เรื่อง
                        การทำกระติบข้าว

3.การกระจายความรู้การทำกระติบข้าว แบ่งเป็น 2 ประเภท
            3.1.รูปแบบที่ไม่เป็นดิจิตอล
                  3.1.1.เป็นรูปเล่มหนังสือ
                  3.1.2.แผ่นผับ นำเสนอ
            3.2.รูปแบบที่เป็นดิจิตอล
                  3.2.1.เป็นวิดีโอ สอนการทำกระติบข้าว
                  3.2.2.นำเสนอบนโลกออนไลน์ คือเว็บไซต์

4.การนำความรู้ไปใช้
            ทางทีมงานเรา และผู้ที่สนใจ สามารนำความรู้ การทำกระติบข้าวไปทำเป็นอาชีพได้ โดยการ สร้างผลิตภัณ
ฑ์ ขึ้นมาแล้วนำผลิตภัณฑ์ หรือ สินค้าที่เราสร้างขึ้นมาไปวางจำหน่ายตามท้องตลาด หรือ ส่ง ศูนย์ OTOP ได้

จุดเด่น ของการสานกระติบข้าว



จุดเด่น ของการสานกระติบข้าว

1. สานเป็นลวดลายต่าง ๆ หรือเป็นตัวหนังสือทั้งไทยและอังกฤษ
2. หาอุปกรณ์ในการทำง่าย
3. ทำให้เกิดอัตราการว่างงาน และเป็นอาชีพที่สุจริต และเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว
4. วิวัฒนาการเป็นของชำร่วยได้มากมาย เช่น กล่องใส่กระดาษชำระ กระเป๋า แจกัน
การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้


ในการทำกระติบข้าว
1. มีการนำเอาที่ใสไม้ไฟฟ้า ที่เลิกใช้แล้วมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องขูดตอกที่อ่อนบาง
2. ได้นำสีย้อมไหม ใช้ในการย้อมเส้นตอกเพื่อทำลวดลาย ให้สีสันสวยงามยิ่งขึ้น
3. นำวิธีการประดิษฐ์ เป็นลายประยุกต์และตัวอักษร ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
4. มีการตกแต่งฝาบน ด้วยการทำคิ้วเพื่อความสวยงาม และคงทน
5. มีการทำเครื่องกรอด้ายไนล่อน ที่นำมาพันคิ้ว ด้วยเครื่องมือ ทำให้กรอได้เร็วและละเอียดสวยงามยิ่งขึ้น 









ข้อเสนอแนะ


1. การเลือกไม้ไผ่ ควรเลือกไม้ไผ่ ที่มีปล้องยาวอายุประมาณ 10 เดือน ถึง 1 ปี
2. การจักตอก ต้องมีขนาดความกว้าง ความยาวให้เท่า ๆ กันทุกเส้น เพื่อจะได้กระติบรูปทรงสวยงาม
3. ก่อนที่จะเหลาเส้นตอก หรือขูดให้นำเส้นตอกที่จักแล้ว แช่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เส้นตอกอ่อนนุ่ม จะได้ขูดเหลาง่ายขึ้น แล้วนำไปตากแดด ให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อราก่อนลงมือสาน








ประโยชน์ที่ได้จากกระติบข้าว


1. ใช้บรรจุข้าวเหนียว 
2. เป็นของชำร่วย
3. ประดับตกแต่ง 
4. กล่องเอนกประสงค์
5. กล่องออมสิน 
6. แจกัน
7. กล่องใส่ดินสอ
8.เป็นการอนุรักษ์การจักสานกระติบข้าว
9.เป็นการหารายได้ทางหนึ่ง
























เหตุผลที่ทำให้นิยมใช้

กระติบข้าวบรรจุข้าวเหนียว
1. ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุไม่เหนียวแฉะ ไม่ติดมือ
2. พกพาสะดวก หิ้วไปได้ทุกหนทุกแห่ง

วัสดุที่ใช้ทำกระติบข้าว

กระติบข้าวสามารถทำได้จากวัสดุหลายอย่าง เช่น ใบจาก ใบตาล ใบลาน เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้ทำมาก และมีคุณภาพดีที่สุด ต้องทำจากไม้ไผ่
ไม้ไผ่มีหลายชนิด แต่ละชนิด เหมาะกับงานแต่ละอย่าง และไม้ไผ่ที่นิยมนำมาทำกระติบข้าว คือไม้ไผ่บ้าน หรือไม้ไผ่ใหญ่ อายุประมาณ 10 เดือน ถึง ปี เพราะมีปล้องใหญ่และปล้องยาว เนื้อไม้เหนียวกำลังดี ไม่เปราะง่าย ทำเป็นเส้นตอกสวย ขาว

ขั้นตอนการสาน


1. นำปล้องไม้ไผ่มาตัดหัวท้าย ตัดเอาข้อออก ผ่าเป็นซีกทำเส้นตอกกว้างประมาณ2-3 ม.ม. ขูดให้เรียบและบาง
2. นำเส้นตอกที่ได้มาสานเป็นรูปร่างกระติบข้าว หนึ่งลูกมี ฝา มาประกอบกัน
3. นำกระติบข้าวที่ได้จากข้อ (2.) มาพับครึ่งให้เท่า ๆ กันพอดี เรียกว่า ฝา
4. ขั้นตอนการทำฝาปิด โดยจักเส้นตอกที่มีความกว้าง นิ้ว สานเป็นลายตามะกอก และลายขัด
5. นำฝาปิดหัวท้ายมาตัดเป็นวงกลม มาใส่เข้าที่ปลายทั้งสองข้าง
6. ใช้ด้ายไนล่อน และเข็มเย็บเข้าด้วยกันรอบฝาปิดหัวท้าย
7. นำก้านตาลที่ม้วนไว้มาเย็บติดกับฝาล่าง ที่เป็นตัวกระติบข้าว
8. นำกระติบข้าวที่ได้ไปรมควันจากฟางข้าว เพื่อกันแมลงเจาะ และเพื่อความสวยงาม ทนทาน ไม่เกิดราดำ
9. นำไม้มาเหลาเป็นเส้นตอก กลมยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ม.ม. ความยาวรอบ บางเท่ากับฝากระติบพันด้วยด้ายไนล่อน แล้วเย็บติดฝาขอบบน เพื่อความสวยงาม
10. เจาะรูที่เชิงกระติบข้าว ด้วยเหล็กแหลม รู ให้ตรงข้ามกัน แล้วทำหูที่ฝาด้านบน ตรงกับรูที่เจาะเชิงไว้
11. ใช้ด้ายไนล่อนสอดเข้าเป็นสายไว้สะพายไปมาได้สะดวก จะได้กระติบข้าวที่สำเร็จเรียบร้อย สามารถนำมาใช้และจำหน่ายได้

ภาพขั้นตอนในการทำ




เริ่มจากการตัดไม่ให้เป็นท่อน ๆ ก่อนที่จะนำมาทำเป็นตอก












จากนั้นนำไม้ที่ตัดเป็นท่อน ๆ นั้นมาทำการ จักเป็น ตอกเพื่อนำไปสาน












เมื่อจักเสร็จแล้วก็จะได้ตอกที่เป็น เส้นยากๆออกมา และก่อนที่จะนำมาสานจะต้อง จักให้ได้เยอะๆจึงนำมาสาน



แล้วนำตอกที่ จัก ได้ มาสาน





และทำการสานไปเรื่อนเท่าที่เราต้องการ




เมื่อสานได้เท่าที่ต้องการแล้ว  แล้วนำมาสานให้จรดกันให้เป็นวงกลม



เมื่อสานจรดกันเป็นวงกลมแล้วทำการสานต่อขึ้นให้เป็นทรงกระบอก



เมื่อสารเสร็จแล้วจะได้ดังรูป 


สานเสร็จแล้วทำการใสห่วงไม่ไผ่ แล้วจากนั้นก็นำไปรนควัน

วิธีการรมควัน

เมื่อรนควันเสร็จแล้วจะได้กระติบที่ออกสีเหลืองๆ



เมื่อรนควันเสร็จแล้วก็จะทำการใสก้นกระติบ และฝากระติบ

เมื่อใส่ก้นและฝาเสร็จแล้วจะทำการใส่ตีนกระ


แล้วทำการเย็บตีนกระติบให้ติดกับตัวกระติบ และทำการเย็บหูของกระติบ


จากนั้น ก็ทำการร้อยสายของกระติบข้าว เมื่อร้อยสายเสร็จแล้วก็จะได้กระติบที่สมบรูณ์พร้อมใช้งาน


นี่ก็คืกระติมข้าวที่พร้อมใช้งานแล้วครับ









วัสดุที่ใช้ทำ

1. ไม้ไผ่บ้าน 
2. ด้ายไนล่อน
3. เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ 
4. กรรไกร
5. มีดโต้ 
6. เลื่อย
7. เหล็กหมาด (เหล็กแหลม) 
8. ก้านตาล
9. เครื่องขูดตอก 



ตอกที่ใช้ในการสาน



ไม้ไผ่บ้าน



ตัดเป็นท่อนก่อนที่จะนำมาทำเป็นตอก



มีดที่ใช้ในการขูดตอก



เลื่อยในการตัดไม้ไผ่


ตะลับเมตร



ไม่ที่นำมาตีใต้ตีนกระติบข้าว



แผ่นยางพารา นำมาทำเป้นตีนกระติบข้าว



แผนวัดขนากของกระติบข้าว



วิธีวัดของภาพด้านบน



ที่รองตัวและฝากระติบ



ตีนตาล 






ที่ขูดตอก



ตอก



ที่ขูดตอก



10. เครื่องกรอด้าย

เหตุผลที่ทำให้นิยมใช้





กระติบข้าวบรรจุข้าวเหนียว
1. ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุไม่เหนียวแฉะ ไม่ติดมือ
2. พกพาสะดวก หิ้วไปได้ทุกหนทุกแห่ง

ความรู้เรื่องกระติบข้าว


กระติบข้าวเป็นของใช้ประจำบ้านที่ใช้บรรจุข้าวเหนียว ทุกครัวเรือน ทุกพื้นที่ที่รับประทานข้าวเหนียว

ประวัติความเป็นมาของกระติบข้าวเหนียว




เนื่องจากภาคอีสานนิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นข้าวหลักเพราะรับประทานง่ายไม่ต้องใช้ภาชนะสำหรับรับประทานมากมาย ใช้เพียงมือในการบริโภค แต่เดิมภาชนะที่ใช้บรรจุข้าวเหนียวชาวบ้านนำต้นไม้ต้นเล็กๆ มาเจาะลำต้นให้กลวงแล้วตัดเป็นท่อนขนาดสั้นๆเป็นกระบอก มีฝาปิด หรือบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่มาตัดเป็นกระบอกสั้นๆนำมาเป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียว


      ต่อมาเห็นว่าไม้ไผ่ในพื้นที่มีมากมายแต่ถ้านำมาทั้งต้นแบบเดิมไม้ไผ่ก็คงจะหมดได้และทั้งรูปแบบเดิมก็เทอะทะ พกพาไม่สะดวกในการเดินทางไกลพอดีมีคนนำเอาไม้ไผ่มาผ่าซีกเล็ก ๆ มาเหลาเป็นแผ่นบางๆ นำมาจักสานเป็นตะกร้ากระบุง บรรจุข้าวสาร จึงได้พัฒนานำไม้ไผ่มาจักสานเป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียว ซึ่งเบาและระบายอากาศได้ดี ทำให้ข้าวยังมีความร้อนและข้าวไม่แฉะ พกพาก็ง่ายเพราะมีสายสะพาย มีหลายรูปแบบ รูปทรงกลม รูปทรงรี ขนาดเล็กรับประทานคนเดียวขนาดใหญ่รับประทาน 2-3 คน ขนาดใหญ่มากรับประทานทั้งครอบครัวภาคอีสานจะเรียกว่า กระติบข้าวแต่ทางภาคกลางจะเรียกว่า กระติ๊บข้าว"

จุดประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย


จุดประสงค์ 
1.เพื่อให้รู้ถึงความเป็นมาของกระติบข้าวเหนียว
2.เพื่อให้ท่านที่สนใจในเรื่องของกระติบข้าวเหนียวรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
3.เพื่อให้รู้ถึงอุปกรณ์และวิธีการผลิตกระติบข้าวเหนียว
4.เพื่อให้ลูกหลานของคนอีสานรุ่นใหม่ๆ ได้รู้และหวงแหนภูมิปัญญาการทำกระติบข้าวของชาวอีสาน

กลุ่มเป้าหมาย

ได้ข้อมูลจาก

นางนัดดา หวานรอบรู้
กลุ่มจักสานฝีมือบ้านคำโป้งเป้ง
30 คำโป้งเป้ง หมู่ 7 ต.ค่ายบกหวาน
อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย 43000 


เผยแพร่
เพื่อให้ลูกหลานของคนอีสานรุ่นใหม่ๆ ได้รู้และหวงแหนภูมิปัญญาการทำกระติบข้าวของชาวอีสาน

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

กระติบข้าวเหนียว



ความรู้เรื่อง กระติบข้าวเหนียว
              
จุดประสงค์
1.เพื่อให้รู้ถึงความเป็นมาของกระติบข้าวเหนียว
2.เพื่อให้ท่านที่สนใจในเรื่องของกระติบข้าวเหนียวรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
3.เพื่อให้รู้ถึงอุปกรณ์และวิธีการผลิตกระติบข้าวเหนียว
4.เพื่อให้ลูกหลานของคนอีสานรุ่นใหม่ๆได้รู้และหวงแหนภูมิปัญญาของชาวอีสาน

ประวัติความเป็นมาของกระติบข้าวเหนียว

     เนื่องจากภาคอีสานนิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นข้าวหลักเพราะรับประทานง่ายไม่ต้องใช้ภาชนะสำหรับรับประทานมากมาย ใช้เพียงมือในการบริโภค แต่เดิมภาชนะที่ใช้บรรจุข้าวเหนียวชาวบ้านนำต้นไม้ต้นเล็กๆ มาเจาะลำต้นให้กลวงแล้วตัดเป็นท่อนขนาดสั้นๆเป็นกระบอก มีฝาปิด หรือบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่มาตัดเป็นกระบอกสั้นๆนำมาเป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียว

      ต่อมาเห็นว่าไม้ไผ่ในพื้นที่มีมากมายแต่ถ้านำมาทั้งต้นแบบเดิมไม้ไผ่ก็คงจะหมดได้และทั้งรูปแบบเดิมก็เทอะทะ พกพาไม่สะดวกในการเดินทางไกลพอดีมีคนนำเอาไม้ไผ่มาผ่าซีกเล็ก ๆ มาเหลาเป็นแผ่นบางๆ นำมาจักสานเป็นตะกร้ากระบุง บรรจุข้าวสาร จึงได้พัฒนานำไม้ไผ่มาจักสานเป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียว ซึ่งเบาและระบายอากาศได้ดี ทำให้ข้าวยังมีความร้อนและข้าวไม่แฉะ พกพาก็ง่ายเพราะมีสายสะพาย มีหลายรูปแบบ รูปทรงกลม รูปทรงรี ขนาดเล็กรับประทานคนเดียวขนาดใหญ่รับประทาน 2-3 คน ขนาดใหญ่มากรับประทานทั้งครอบครัวภาคอีสานจะเรียกว่า กระติบข้าวแต่ทางภาคกลางจะเรียกว่า กระติ๊บข้าว"

ความรู้เรื่องกระติบข้าว

กระติบข้าวเป็นของใช้ประจำบ้านที่ใช้บรรจุข้าวเหนียว ทุกครัวเรือน ทุกพื้นที่ที่รับประทานข้าวเหนียว

เหตุผลที่ทำให้นิยมใช้

    กระติบข้าวบรรจุข้าวเหนียว
1. ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุไม่เหนียวแฉะ ไม่ติดมือ
2. พกพาสะดวก หิ้วไปได้ทุกหนทุกแห่ง

วัสดุที่ใช้ทำกระติบข้าว
กระติบข้าวสามารถทำได้จากวัสดุหลายอย่าง เช่น ใบจาก ใบตาล ใบลาน เป็นต้น แต่ที่นิยมใช้ทำมาก และมีคุณภาพดีที่สุด ต้องทำจากไม้ไผ่
ไม้ไผ่มีหลายชนิด แต่ละชนิด เหมาะกับงานแต่ละอย่าง และไม้ไผ่ที่นิยมนำมาทำกระติบข้าว คือไม้ไผ่บ้าน หรือไม้ไผ่ใหญ่ อายุประมาณ 10 เดือน ถึง 1 ปี เพราะมีปล้องใหญ่และปล้องยาว เนื้อไม้เหนียวกำลังดี ไม่เปราะง่าย ทำเป็นเส้นตอกสวย ขาว

ขั้นตอนการสานกระติบข้าว
1. นำปล้องไม้ไผ่มาตัดหัวท้าย ตัดเอาข้อออก ผ่าเป็นซีกทำเส้นตอกกว้างประมาณ2-3 ม.ม. ขูดให้เรียบและบาง
2. นำเส้นตอกที่ได้มาสานเป็นรูปร่างกระติบข้าว หนึ่งลูกมี 2 ฝา มาประกอบกัน
3. นำกระติบข้าวที่ได้จากข้อ (2.) มาพับครึ่งให้เท่า ๆ กันพอดี เรียกว่า 1 ฝา
4. ขั้นตอนการทำฝาปิด โดยจักเส้นตอกที่มีความกว้าง 1 นิ้ว สานเป็นลายตามะกอก และลายขัด
5. นำฝาปิดหัวท้ายมาตัดเป็นวงกลม มาใส่เข้าที่ปลายทั้งสองข้าง 
6. ใช้ด้ายไนล่อน และเข็มเย็บเข้าด้วยกันรอบฝาปิดหัวท้าย
7. นำก้านตาลที่ม้วนไว้มาเย็บติดกับฝาล่าง ที่เป็นตัวกระติบข้าว
8. นำกระติบข้าวที่ได้ไปรมควันจากฟางข้าว เพื่อกันแมลงเจาะ และเพื่อความสวยงาม ทนทาน ไม่เกิดราดำ
9. นำไม้มาเหลาเป็นเส้นตอก กลมยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ม.ม. ความยาวรอบ บางเท่ากับฝากระติบพันด้วยด้ายไนล่อน แล้วเย็บติดฝาขอบบน เพื่อความสวยงาม
10. เจาะรูที่เชิงกระติบข้าว ด้วยเหล็กแหลม 2 รู ให้ตรงข้ามกัน แล้วทำหูที่ฝาด้านบน ตรงกับรูที่เจาะเชิงไว้ 
11. ใช้ด้ายไนล่อนสอดเข้าเป็นสายไว้สะพายไปมาได้สะดวก จะได้กระติบข้าวที่สำเร็จเรียบร้อย สามารถนำมาใช้และจำหน่ายได้

วัสดุที่ใช้ทำกระติบข้าว
1. ไม้ไผ่บ้าน 
2. ด้ายไนล่อน
3. เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ 
4. กรรไกร
5. มีดโต้ 
6. เลื่อย
7. เหล็กหมาด (เหล็กแหลม) 
8. ก้านตาล
9. เครื่องขูดตอก 
10. เครื่องกรอด้าย
ประโยชน์ที่ได้จากกระติบข้าว
1. ใช้บรรจุข้าวเหนียว 
2. เป็นของชำร่วย
3. ประดับตกแต่ง 
4. กล่องเอนกประสงค์
5. กล่องออมสิน 
6. แจกัน
7. กล่องใส่ดินสอ
8.เป็นการอนุรักษ์การจักสานกระติบข้าว
9.เป็นการหารายได้ทางหนึ่ง

ข้อเสนอแนะ
1. การเลือกไม้ไผ่ ควรเลือกไม้ไผ่ ที่มีปล้องยาวอายุประมาณ 10 เดือน ถึง 1 ปี
2. การจักตอก ต้องมีขนาดความกว้าง ความยาวให้เท่า ๆ กันทุกเส้น เพื่อจะได้กระติบรูปทรงสวยงาม
3. ก่อนที่จะเหลาเส้นตอก หรือขูดให้นำเส้นตอกที่จักแล้ว แช่น้ำประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เส้นตอกอ่อนนุ่ม จะได้ขูดเหลาง่ายขึ้น แล้วนำไปตากแดด ให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อราก่อนลงมือสาน

จุดเด่น ของการสานกระติบข้าว
1. สานเป็นลวดลายต่าง ๆ หรือเป็นตัวหนังสือทั้งไทยและอังกฤษ
2. หาอุปกรณ์ในการทำง่าย
3. ทำให้เกิดอัตราการว่างงาน และเป็นอาชีพที่สุจริต และเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว
4. วิวัฒนาการเป็นของชำร่วยได้มากมาย เช่น กล่องใส่กระดาษชำระ กระเป๋า แจกัน
การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้

ในการทำกระติบข้าว
1. มีการนำเอาที่ใสไม้ไฟฟ้า ที่เลิกใช้แล้วมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องขูดตอกที่อ่อนบาง
2. ได้นำสีย้อมไหม ใช้ในการย้อมเส้นตอกเพื่อทำลวดลาย ให้สีสันสวยงามยิ่งขึ้น
3. นำวิธีการประดิษฐ์ เป็นลายประยุกต์และตัวอักษร ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
4. มีการตกแต่งฝาบน ด้วยการทำคิ้วเพื่อความสวยงาม และคงทน
5. มีการทำเครื่องกรอด้ายไนล่อน ที่นำมาพันคิ้ว ด้วยเครื่องมือ ทำให้กรอได้เร็วและละเอียดสวยงามยิ่งขึ้น